Tuesday, 30 November 2021

วิ่ง Virtual Run

วิ่ง Virtual Run

วิ่ง Virtual Run คืออะไร และ ทำไมถึงเป็นเทรนการวิ่งสมัยใหม่ เนื่องด้วยในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี แม้แต่การวิ่งก็พัฒนาไปมาก ไม่ว่าจะการเกิดของแอพสำหรับการวิ่ง นาฬิกาสำหรับการวิ่งออกกำลังกายโดยเฉพาะ ทำให้การแข่งขันด้วยการวิ่งก็เข้ามาสู่โลกออนไลน์ด้วย ดังนั้นการวิ่งแบบ Virtual Run ก็เข้ามา และ กำลังเป็นที่นิยมในประเทศไทยด้วยเช่นกัน วันนี้บทความของอินดี้จะมาแนะนำการวิ่งออกกำลังกายแบบ VR Run กันว่าคืออะไร

วิ่ง Virtual Run คืออะไร

การวิ่งแบบ VR Run เป็นการวิ่งแบบใหม่บน Platfrom Online โดยเป็นการจัดการวิ่งในรูปแบบออนไลน์ อาจจะเป็นการวิ่งแบบครั้งเดียวจบ หรือ วิ่งเก็บระยะไปเรื่อยๆ กำหนดเวลาในการวิ่งเวลาไหนก็ได้ หรือ วิ่งครั้งเดียวจบ อันนี้ก็แล้วแต่ผู้จัดการวิ่งเลย โดยตัว PlatFrom ที่จัดการวิ่งจะมีการเก็บสะสมบันทึกระยะเวลาวิ่งผ่านทาง Application บันทึการวิ่ง ยกตัวอย่าง Garmin Connect หรือ Strava เป็นตั้น และ ที่สำคัญมีการจัดอันดับ จัด Challenge ทำให้ตัวงานวิ่งแบบ VR Run น่าสนุก และ น่าสนใจด้วย บางกิจกรรมก็เป็นกิจกรรมการกุศล หลังจากเราวิ่ง รายได้ส่วนหนึงจากการจัดงานก็จะบริจาคให้กับหน่วยงานต่างๆ

โดยสรุปคือการวิ่งแบบ Virtual Run คือการวิ่งในรูปแบบออนไลน์ โดยเราสามารถไปวิ่งที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น สนามกีฬาข้างบ้าน ถนนในหมู่บ้าน หรือ เป็นลู่วิ่งไฟฟ้า ที่บ้าน โดยการเก็บบันทึกผลการวิ่ง และ update ผลการวิ่ง ผ่านระบบของผู้จัดการแข่งขัน ซึ่งการวิ่งแบบ VR Run มีข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ

  • ไม่ต้องเสียเวลาไปตามงานวิ่งต่างๆ
  • สามารถวิ่งเวลาไหน ที่ไหนก็ได้
  • ไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอดรถ เดินทางไปงานวิ่ง
  • ช่วยให้เราเกิดความอยากจะวิ่งเพราะเป็นการแข่งขัน
  • ทำให้เราไม่เบื่อกับการออกกำลังกาย

จุดกำเนินของ วิ่ง Virtual Run

วิ่ง Virtual Run

จุดกำเนิดของ VR Run เกิดขึ้นในช่วงปี 2005-2006 โดยการดีลระหว่าง Apple และ Nike โดยจุดเริ่มต้นมาจาก iPod ของทาง สตีฟ จ็อปส์ ผู้คิดค้น iPod ในขณะนั้น และ Nike ก็ได้พัฒนาร่วมกับทาง apple จนเกิด App ของการวิ่งออกมา โดยการนำเซ็นเซอร์มาติดที่รองเท้าวิ่ง เพื่อวัดระยะ เก็บข้อมูล อัตราความเร็ว หรือ ที่เรียกว่า Pace คำนวนพลักงานที่เผาพลาญมาโชว์บนหน้า iPod โดยแอพที่ว่าคือ App Nike+ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นที่นิยมในหมู่นักวิ่งมากมายทั่วโลก และ มีบัญชีผู้ใช้งาน App Nike+ ประมาณ มากกว่า 28 ล้านบัญชีเลยทีเดียว

นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของ Virtual Run เพราะปัจจุบันได้ถือกำเนิดแอพวัดระยะการวิ่งออกมามายมาย ไม่ว่าจะเป็น Nike+ Garmin Connect Runkeeper และ สื่อสังคมออนไลน์การออกกำลังกายที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Strava

ข้อดีและข้อเสียของ Virtual Run

ข้อดี

มีอิสระในเรื่องของเวลา และ สถานที่ในการวิ่ง สามารถจัดการรูปแบบการวิ่งให้ง่ายกับวิถีชีวิตตัวเอง ไม่ต้องวิ่งเบียดกับคนอื่น และ ยังได้รับรางวัลหลังจบ Challenge ที่เลือกไว้เหมือนกัน ราวกับว่าได้ลงแข่งขันงานวิ่งมาราธอนจริง ๆ 

ในส่วนของแพลตฟอร์มมีการจัดอันดับแข่งกับเพื่อนๆ ที่ลงสมัครแข่งใน Challenge เดียวกัน ทำให้คนที่รู้สึกไม่อยากออกไปวิ่ง และ ไม่มีกำลังใจวิ่งนั้น มีแรงผลักดันในการที่จะทำสถิติของตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อแข่งขันกับเพื่อนๆใน Challenge นั้น และ การวิ่งทุกครั้งของคุณที่มีการจ่ายชำระเงินไป ยังมีส่วนในการบริจาคทำบุญช่วยเหลือคนอื่นด้วย

แต่ไม่ใช่เพียงแค่นี้ ดูเหมือนว่า Virtual Run นั้นจะดูดีไปหมดแต่ในความจริงแล้ว ข้อเสียของ Virtual Run ก็มีเช่นกัน

ข้อเสีย

การวิ่งแบบนี้ยังขาดบรรยากาศการวิ่งแข่งขันจริงเทียบได้เหมือนการเข้าไปดูคอนเสริต์แบบ Live ที่จะให้ความรู้สึกต่างกัน รวมไปถึงของกินอร่อยๆที่รออยู่เส้นชัย หรือ น้ำที่วางอยู่ตามทาง โดยคุณนั้นต้องจัดเตรียมของคุณเอง นอกจากนั้น ยังต้องอาศัยความซื่อสัตย์ของตัวนักวิ่งสูง เพราะการที่สามารถ วิ่งที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้นั้น คุณจะต้องมีวินัยสูง และ กระตุ้นตัวเองอยู่เสมอ เพื่อจะได้จบระยะ Challenge ให้ได้ผลดีนั่นเอง และ แน่นอนว่าถึงจะมีการจัดอันดับแข่งกับเพื่อนๆบนแพลตฟอร์ม จริงๆแล้วคุณก็ไม่ได้ออกไปวิ่งกับใครอยู่ดี ทำให้เราขาดสังคมกับภายนอก สำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้น ชอบทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ และ ชอบสีสันในงานวิ่งต่างๆ Virtual Run จึงไม่ตอบโจทย์กับคนเหล่านี้